เราสองคนถูกพามาที่อู่ของจากัวร์ในเวลาแค่เพียงไม่กี่นาที โดยมีลูกน้องของมัน คอยถือปืนประกบทางด้านข้างและด้านหลังของเราทั้งสองคนจุดประสงค์หลักของจากัวร์ คือต้องการให้ตัวผมเอารถที่มีตราของมูลนิธิ ขนยาเสพติดผ่านด่านเพื่อข้ามไปอีกฝั่ง เพราะมันคิดว่ายังไงซะตำรวจก็คงจะไม่ตรวจค้น เพราะเหตุผลนี้ถึงทำให้คนเลวแบบจากัวร์ แอบแฝงตัวเข้ามาอยู่ในมูลนิธิ ได้อย่างที่ไม่มีใครรู้สึกสงสัยในตัวมันผมไม่ห่วงตัวเองสักเท่าไหร่ แต่อันนานี่สิผมจะทำยังไงกับเธอดี หากมีทางไหนที่ทำให้เธอรอดพ้นจากตรงนี้ไปได้ ผมยินดีที่จะทำให้เธอหมดทุกอย่าง ยอมแลกได้แม้กระทั่งชีวิตของตัวเองพวกมันจับผมกับอันนาใส่กุญแจมือไว้ด้วยกันคนละข้าง ก่อนผลักร่างของเราทั้งคู่ให้ไปนั่งเก้าอี้อยู่ที่หลังห้อง ส่วนรถของผมพวกมันช่วยกันรื้อใต้ท้องเพราะต้องยัดของใส่ไว้ในนั้นตอนนี้จากัวร์กำลังยืนสั่งการลูกน้องของมันอยู่ใกล้ๆ โดยที่ไม่ได้สนใจเราทั้งสองคน“ อันนา...กลัวไหม? ”ผมถามอันนาที่นั่งอยู่ข้างกัน เชิงต้องการจะสอบอารมณ์ หลังจากที่ผมเห็นว่าเธอนั่งเงียบมาตลอดทาง อันนาพยักหน้ารับพร้อมกับตอบคำถามของผม“ ฉันรู้สึกตื่นเต้นนิดหน่อย""นิดหน่อย?" "อื้อ
“ฉันไม่ได้เกิดมาบนกองเงินกองทองแบบไอ้เก้ามันนี่ มันอยากได้อะไรมันก็ได้ คนไม่มีเงินก็คงไม่มีใครต้องการ แม้แต่พ่อแม่ฉันยังไม่ต้องการฉันเลย หากฉันมีเงินมากๆ สักวันเขาสองคนอาจจะมาหาฉันบ้าง ”ฟังจากน้ำเสียงของมัน เหมือนต้องการจะเรียกคะแนนสงสารจากอันนา"ไม่เห็นเกี่ยวกับเงินสักหน่อย หากตองเก้าไม่มีเงินแต่ถ้าเขาเป็นคนดี ฉันก็ยังอยากจะคบหา แม้แต่นายก็เหมือนกัน เพราะฉันไม่ได้คบคนที่รูปร่างหน้าตา ไม่ว่าจะจนหรือรวยถ้าคนๆ นั้นฉันอยู่ด้วยแล้วสบายใจ ฉันก็ไม่ลังเลที่จะรับเขาไว้เป็นเพื่อน ฉันว่านายอาจกำลังเข้าใจอะไรผิดแล้วคิดไปเองมากกว่า"คำพูดของอันนาที่แย้งกลับไป ทำให้จากัวร์มองเธอด้วยสายตาลึกซึ้ง...อย่าบอกนะว่ามันกำลังติดใจยัยนี่ของผมเข้าอีกคน“ฉันชักชอบเธอซะแล้วสิอันนา ”กูว่าแล้วไง!“ไอ้เหี้ย! นี่เมียกู แล้วมึงก็ไม่มีสิทธิ์คิดห่าอะไรทั้งนั้น...ไอ้สันดาน”ผมตะโกนใส่หน้าเพราะโมโหมันขึ้นมาอีกรอบ แต่ก่อนที่มันจะได้ตอบโต้ผมกลับ ก็มีเสียงลูกน้องของมันดังขึ้นมาในจังหวะนั้นพอดี“ ลูกพี่...เรียบร้อยแล้วครับ ”จากัวร์ยักไหล่ ก่อนหมุนตัวเดินไปสำรวจความเรียบร้อยทั้งหมด ที่รถของผมด้วยตัวของมันเอง และผมที่กำลั
“อันนา!...ลูกฟื้นแล้วค่ะคุณ”ฉันลืมตาตื่นขึ้นมาในห้องสี่เหลี่ยมสีขาว พลางย้อนนึกถึงเรื่องราวก่อนหน้านั้น ที่มันทำให้ฉันรู้สึกหวาดกลัว ว่าตัวเองอาจไม่มีโอกาสได้พบหน้าทุกคนที่ฉันรักอีกหน...เพราะน้ำเสียงของคนเป็นแม่ที่แสดงออกถึงความดีใจ...ทำให้ฉันได้รู้ว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่"พ่อขา...แม่ขา..หนูยังไม่ตายใช่ไหมคะ?" ฉันถามท่านทันทีที่ลืมตาตื่นขึ้นมาได้ในเวลาเดียวกัน"โธ่ลูกจ๋า...ขวัญเอ๋ยขวัญมานะลูกนะ...""บุญรักษาพระคุ้มครองนะลูก"แม่ปลอบขวัญ ขณะที่พ่อก็มายืนให้พรอยู่ข้างกัน ท่านทั้งสองมองฉันด้วยสายตาห่วงใยและเต็มไปด้วยความรัก"หนูมาอยู่ที่นี่ได้ยังไงคะ?"ฉันเอ่ยถามด้วยความสงสัย ขณะรอฟังคำตอบ ฉันจึงกวาดสายตามองไปรอบๆ ห้อง ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ท่านทั้งสองคน"ให้แม่เรียกคุณหมอมาดูอาการให้หนูก่อนดีไหม" แม่บอกแล้วทำท่าจะหมุนตัวออกไป แต่ฉันรีบรั้งท่านไว้"หนูไม่เป็นไรค่ะแม่ หนูอยากรู้เรื่องทุกอย่างหลังจากที่หนูหมดสติไป แม่ช่วยเล่าให้หนูฟังหน่อยได้ไหมคะ?"แม่หันไปสบตากับพ่อเชิงขอความเห็นจากท่าน และเมื่อพ่อพยักหน้ารับ แม่จึงหันกลับมาที่ฉันเหมือนเดิม"แม่จะเล่า เท่าที่พอรู้มาก็แล้วกันนะ""ค่ะแม่"จา
และเมื่อฉันมาถึงหน้าประตูห้อง ฉันก็ได้ยินเสียงของตองเก้ากับพี่ชาย กำลังยืนถกเถียงกันยกใหญ่ ซึ่งมันก็เกี่ยวข้องกับเรื่องของฉันทั้งนั้น“กูไม่เคยรักน้องสาวของมึง ไม่เคยพิศวาสยัยนั่นเลยสักนิด แค่คิดก็รู้สึกขยะแขยงเต็มที ทุกครั้งที่กูมีอะไรกับน้องมึง กูก็แค่อยากระบายความใคร่ตามประสาผู้ชาย เหมือนที่มึงเคยทำกับพี่สาวของกูไง”ไม่จริง!สิ่งที่ฉันได้ยินทำให้ฉันเจ็บปวดมากกว่าบาดแผลที่เพิ่งจะถูกยิงมานั่นซะอีก คำพูดของตองเก้าทำเอาฉันยืนตัวชาและก้าวขาไม่ออก ได้แต่บอกตัวเองว่านี่คือความฝัน แต่สุดท้ายมันก็คือความจริงวันยังค่ำฉันยกมือขึ้นปาดน้ำตาที่มันทำท่าไหลออกมาไม่หยุด ด้วยความเจ็บปวดหัวใจที่สุดกับคำพูดเหล่านั้น“ ไอ้สัดเก้า ไอ้สารเลว มึงตาย!...”พลั้ก! พลั้ก!พี่ชายฉันปล่อยหมัดใส่ใบหน้าของตองเก้า แล้วตามไปคร่อมร่างเขาไว้ หลังจากที่ได้ฟังเขาพูดประโยคสุดท้าย ก่อนจะด่าเขากลับไปอีกชุดใหญ่“อันนาไม่เกี่ยวเหี้ยอะไรทั้งนั้น ในเมื่อมึงแค้นกูนักมึงก็มาลงกับกูนี่ แต่มึงไม่มีสิทธิ์มาแตะต้องน้องสาวกู”พี่อุลลุกออกมาจากตัวของตองเก้า พลางชี้หน้าด่าเขาด้วยความโกรธจนเกินขีดจำกัด ก่อนจะปล่อยหมัดใส่เขาอีกครั้ง
{TONGKAO PART}ผมมองด้านหลังของคนที่ตัวเองรัก ค่อยๆ เดินห่างออกไปด้วยความรู้สึกเจ็บปวดหัวใจไม่ต่างกัน คำพูดของผมที่อันนาเอามาย้อนด่าตัวเองแบบนั้นมันทำให้เข่าของผมทรุดลงไปกองทั้งสองข้าง แล้วร้องไห้ออกมาอย่างไม่อายและแทบขาดใจตายเมื่อได้ยินคำว่า...ขาดกัน!ผมไม่ชอบเห็นอันนาร้องไห้ แต่ผมกลับเป็นสาเหตุทุกครั้ง ผมต้องการให้ไอ้อุลเจ็บปวด แต่ผมเองก็แทบขาดใจผมจะแก้ไขอย่างไรดีกับเงื่อนที่ตัวเองเป็นคนผูก เพราะตอนนี้มันกำลังกลับมามัดตัวของผมเอง...หากคำพูดของไอ้อุลเป็นเรื่องจริง ทุกสิ่งที่ผมทำลงไปนั่นคือการเข้าใจผิด นอกจากผิดกับเพื่อนแล้ว ผมยังทำผิดกับคนที่ผมรักนั่นอีกด้วยและคนที่ช่วยทำให้เรื่องนี้กระจ่างได้ มันก็น่าจะไม่ใช่ใครที่ไหนนอกเสียจาก พี่สาวฝาแฝดของผมเท่านั้นหลังจากวันที่ผมถูกตัดขาดจากอันนา ผมกลับมาขังตัวเองอยู่ในห้อง และไม่ยอมออกไปไหนเลยถึงสามวัน นั่นหมายถึงมหาลัยผมก็ไม่ได้ไปเรียนด้วยเหมือนกันผมปิดการติดต่อสื่อสารทุกช่องทาง อย่างคิดไม่ตกว่าจะแก้ปัญหาที่ตัวเองเป็นคนก่อไว้ยังไงดี ซึ่งเรื่องนี้พ่อกับแม่ของผมต่างก็รับรู้ เพราะผมสารภาพทุกอย่างให้พวกท่านได้ฟังทั้งหมดพ่อของผมท่านไม่ได้ว่า
{UNNA PART}ฉันนั่งฟุบหน้าร้องไห้ใต้ต้นไม้ในสวนหลังบ้าน ด้วยการใช้เข่าของตัวเองเช็ดน้ำตา เหมือนที่โบราณว่าไว้ไม่มีผิด เพราะคำพูดของตองเก้ามันยังฝังแน่นติดอยู่ในสมองของฉัน จนไม่สามารถจะสลัดมันออกไปจากใจได้เลย'กูไม่เคยรักน้องสาวของมึง ไม่เคยพิศวาสยัยนั่นเลยสักนิด แค่คิดก็รู้สึกขยะแขยงเต็มที ทุกครั้งที่กูมีอะไรกับน้องมึง กูก็แค่อยากระบายความใคร่ตามประสาผู้ชาย เหมือนที่มึงเคยทำกับพี่สาวของกูไง แล้วที่กูทำกับน้องสาวของมึงไปทั้งหมดนั่น มันก็คือการเล่นละครทั้งนั้น น้องมึงมันหลอกง่าย กูเบื่อเมื่อไหร่กูก็ว่าจะเขี่ยทิ้งอยู่เหมือนกัน'เจ็บปวดทุกครั้งที่นึกถึงคำพูดนี้ แต่บางทีมันอาจทำให้ฉันโตเป็นผู้ใหญ่ ที่เข้มแข็งได้ในวันข้างหน้าแต่ทว่า ฉันต้องใช้เวลาอีกกี่วัน กี่เดือน หรือกี่ปี ถึงทำให้ฉันลืมความรักครั้งนี้ของฉันได้....มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ เพราะทุกสิ่งที่เราเคยทำร่วมกัน มันลึกซึ้งจนยากที่จะลืมเลือน ...ฉันใช้หลังมือเช็ดใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำตาออกไป พลางคิดว่าในเมื่อฉันสวยเลือกได้แล้วทำไมฉันต้องแคร์ แค่หาผู้ชายหล่อๆ มาคอยปลอบใจ ฉันคงลืมเขาได้ไม่ยากหากเวลานี้มีผู้ชายหล่อๆ มานั่งปลอบใจอ
{TONGKAO PART}ผมเห็นอันนาจากทางด้านหลัง ตั้งแต่เธอลงมาจากรถกับผู้ชายคนนั้น ซึ่งต้นไทรได้บอกผมว่าไอ้หมอนั่น มันเป็นเพื่อนเก่าอยู่ข้างบ้านของอันนามีชื่อว่านะโม และกำลังเรียนหมออยู่ที่อเมริกาแต่จากสายตาที่มันใช้มองอันนา ผู้ชายทุกคนย่อมรู้ดีว่ามันไม่ใช่สายตาของเพื่อนที่มองกันทำไมทุกอย่างมันถึงได้ดูยุ่งยากไปหมด...ตั้งแต่อันนาได้รู้ความจริงในวันนั้น เราสองคนไม่เคยคุยกันเพราะเธอตัดการสื่อสารกับผมทุกช่องทาง แม้แต่หางตาเธอยังไม่แล ถึงแม้ผมอยากจะอธิบายทุกอย่างให้เธอฟัง แต่มันก็ยังไม่มีโอกาสแบบนั้น ผมได้แต่เฝ้าคิดถึงเธอด้วยความทรมานจิตใจเจ็บปวดกับทุกสิ่งที่เคยทำกับเธอเอาไว้ แล้วตอนนี้ยังมีผู้ชายที่ชื่อนะโมโผล่เข้ามาด้วยอีกคน พอเห็นสายตาของหมอนั่นผมก็แทบจะทนไม่ไหว ได้แต่จำใจฝืนทนหลังจากที่พระให้พรเสร็จเรียบร้อย เราทุกคนต่างพากันทยอยลงมาจากหอฉันท์ ผมได้แต่จ้องมองอันนากับผู้ชายคนนั้นด้วยความรู้สึกไม่พอใจ โดยเฉพาะตอนที่เห็นมันโน้มหน้าเข้าไปกระซิบกับเธอในระยะใกล้ไอ้ฉิบหาย!....ใกล้จนแทบจะกินหูเมียกูได้อยู่แล้วไหม...ถ้าไม่ติดว่าเป็นในวัด...ผมจะซัดให้จมตีนแม่งตรงนี้เลย!...“เก้า...นั่นอันนา...แต
00.30น. ผมจอดรถไว้ปากทางแล้วเดินมาหยุดอยู่ริมรั้วข้างบ้านของอันนา ซึ่งตรงกับห้องของเธอด้วยชุดกันฝนสีดำ ท่ามกลางสายฝนที่ตกกระหน่ำ ทำตัวราวกับพระเอกหนังไทยน้ำเน่าที่ผมเคยด่าเอาไว้ ว่าจะไม่ทำแบบนั้นแล้วมันก็ย้อนเข้ามาหาตัวผมมองขึ้นไปบนห้องของอันนาที่ยังมีแสงไฟส่องสว่าง นั่นแสดงว่าเธอยังไม่นอนแล้วตอนนี้เธอกำลังทำอะไร?ผมตัดสินใจล้วงโทรศัพท์ออกมาเพื่อโทรหาเธอ โดยใช้เบอร์ใหม่แต่เธอก็ไม่ยอมรับสาย ผมจึงลองเปลี่ยนเป็นส่งข้อความเข้าไป และทำให้ผมได้รู้คำตอบนั้น เมื่ออันนาเดินมาเปิดม่าน แล้วพอเห็นว่าเป็นผมเท่านั้นเธอก็รีบปิดมันทันทีถึงแม้อันนาจะทำแบบนั้น แต่ผมก็ไม่มีวันยอมแพ้...และยืนตากฝนอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานมาก...จากที่รู้สึกหนาวกลายเป็นตัวชา ขาเริ่มขยับไม่ได้และขอบตาเริ่มร้อนผ่าวราวกับจับไข้ เพราะยาที่กินเข้าไปน่าจะหมดฤทธิ์แล้วนั่นแหละ แต่ผมก็รู้สึกดีใจขึ้นมาในนาทีนั้น เมื่อเห็นร่างบางคุ้นตากางร่มเข้ามาหาผม“ กลับไปเถอะตองเก้า...ไม่มีประโยชน์ที่นายจะทำแบบนี้ ถึงยังไงเราสองคนก็กลับไปเป็นเหมือนเดิมไม่ได้ ”“ อันนา...ฉันอยากขอเวลาเธอเพื่ออธิบาย มันไม่ใช่อย่างที่เธอเข้าใจ ” ผมบอกเธอเสียงสั่
[ตองเก้า...จากต้นไทรวอสองเปลี่ยน]ผมได้ยินเสียงเรียกชื่อของตัวเองดังมาแต่ไกล แต่เป็นความรู้สึกที่คลับคล้ายกับกำลังกึ่งหลับกึ่งตื่น...แล้วผมก็พยายามฝืนที่จะลืมตา[ไอ้เก้า!...มึงมัวทำห่าอะไรอยู่วะ...ทำไมมึงถึงไม่พาน้องมันมาสักที..กูกับหลินนั่งรอพวกมึงมาชั่วโมงกว่าๆ อีกสิบห้านาทีถ้ามึงยังไม่มา หลินบอกว่าจะไปหาอันนาที่เต๊นแล้วนะเว้ย]เสียงของไอ้ต้น! ที่เป็นคนเรียกชื่อผมดังออกมาจากวิทยุสื่อสาร นั่นจึงทำให้ผมรีบหันไปคว้ามันมากดคีย์รับ"เออโทษทีว่ะ...อากาศกำลังดีมันเลยทำให้กูเผลอหลับไปพร้อมกับอันนา"[ มึงคิดว่ากูไม่รู้เลยงั้นสิ...ไอ้สันดาน ]"เออตามนั้น...ในเมื่อมึงรู้แล้วจะถามกูทำไม...บอกหลินด้วยว่าไม่ต้องมาเพราะกูกับอันนากำลังจะไป"ผมรีบตัดบทสนทนา ก่อนหันมองอันนาที่ลืมตาตื่นขึ้นมาพอดี"ไอ้ต้นมันเรียกวิทยุตามเราสองคนน่ะ" ผมบอกเจ้าของใบหน้าน่ารัก ก่อนก้มลงไปจุ๊บริมฝีปากของเธอทีหนึ่ง ซึ่งมันยังไม่น่าจะพอเพราะเมื่อผมผละออกมา อันนาก็รั้งต้นคอของผมให้ลงไปจูบกับเธออีกครั้งก่อนจะผละออก"ต่อกันไหม?...ฉันจะได้วิทยุบอกไอ้ต้นมันว่า ให้พาหลินไปเดินเที่ยวที่งานดนตรีกันก่อนไม่ต้องรอ""ขืนต่ออีกที ฉันคงได
วันสิ้นปี ณ.ที่เขาใหญ่{Unna part}เนื่องจากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับเราสองคนมากมาย จึงเป็นเหตุที่ทำให้การจัดกิจกรรม ของชมรมวิศวะไฟฟ้าคราวนั้นต้องถูกยกเลิกกลางคัน และหลังจากที่ทุกคนปรับความเข้าใจกันได้ ตองเก้าจึงจัดทริปเค้าดาวน์ที่เขาใหญ่เพราะเจ้าตัวเขาต้องการเอาใจฉันนั่นเองอยากรู้ใช่ไหมละ ว่าทำไมฉันถึงเลือกเค้าท์ดาวน์ข้ามปี ณ.ที่เขาใหญ่แห่งนี้..นั่นเป็นเพราะที่นี่มีงานลานดนตรีที่ถูกจัดขึ้นทุกปี แต่ฉันไม่เคยมีโอกาสได้มาสัมผัสกับบรรยากาศแบบนี้เลยสักครั้งซึ่งในบริเวณงานดังกล่าว จะมีพื้นที่ประมาณราวหนึ่งตารางกิโลเมตรเห็นจะได้ บริเวณด้านในจะประกอบไปด้วยเวทีต่าง ๆ ที่เอาไว้สำหรับให้นักร้องทั้งหลายขึ้นไปเล่นคอนเสิร์ตให้คนที่ตั้งใจมาในงานนี้ได้ฟัง ซึ่งแต่ละเวทีก็ยังแยกประเภทของดนตรีแต่ละแนวอย่างเช่น Jazz Pop Rock หรือลูกทุ่ง กระทั่งรำวงย้อนยุค รวมไปถึงการระเล่นต่างๆ อย่างมากมายที่นี่จึงเป็นเสมือนจุดศูนย์กลางให้คนที่มีดนตรีในหัวใจได้มารวมตัวกัน เพราะมีเหล่าบรรดาศิลปินในดวงใจหลากหลาย ที่เราจะได้เห็นพวกเขามารวมตัวกันที่นี่นั่นเองและจุดที่เราเข้าพักก็จะอยู่ใกล้กับสถานที่ที่จัดงานลานดนตรี ซึ่งฉ
"ไม่ให้กลับ!...โอ๊ย!"ตองเก้าร้องเสียงดัง พลางทำหน้าแหยเพราะคงเจ็บแผลจากการเคลื่อนไหว ด้วยการใช้กำลังแขนของตัวเองมากเกินไป"ฉันบอกนายแล้วเห็นมั้ยว่าอย่าขยับ!..." ว่าแล้วฉันก็ค่อยๆ ประคองร่างใหญ่ให้นอนลงไปที่เดิม"ฉันไม่กลับแล้วก็ได้... ฉันขอโทษความจริงฉันไม่น่ายั่วให้นายโกรธเลย...เจ็บมากมั้ย?""เจ็บมาก..." เจ้าตัวพูดว่าเจ็บแถมยังเบะปาก จนฉันอยากจะขำพรืดออกมาเมื่อเห็นหน้าตาของเขา"สามวันที่เราไม่ได้เห็นหน้ากัน ทำฉันคิดถึงเธอมาก...จูบหน้าผากฉันหน่อยได้ไหม?"ตองเก้ากำลังอ้อนฉันด้วยการใช้คำพูดหวานๆ และมันก็ทำให้ฉันใจอ่อนกับเขาอีกตามเคย"แค่หน้าผากเองเหรอ?" ฉันถามขณะโน้มหน้าลงจูบหน้าผากตามที่เขาร้องขอ จากนั้นจึงถามเขาต่อว่า"พอไหม?" แต่ฉันไม่ได้รอคำตอบอะไร เพราะฉันค่อยๆ จูบไล่จากหน้าผากลงมาจนถึงริมฝีปากของเขา แต่จูบแค่เพียงเบาๆ"เอาอีก..."เห็นไหมละ...ว่าพอเจ้าตัวได้คืบก็จะเอาศอก ฉันจึงได้บอกเขาออกไปว่า..."พอก่อนนะ เพราะตอนนี้ฉันมีเรื่องที่จะถามนาย.." ฉันว่าพลางหย่อนก้นลงนั่งบนเก้าอี้ตัวเดิม"เรื่องอะไร?"“แหวนของนะโม อยู่กับแม่นายใช่ไหม ฉันอยากขอเอาไปคืนให้เขา”“อยู่ที่เอวา เอวาอาสาว่าจะเ
ฉันหยุดยืนอยู่หน้าห้องพิเศษของตองเก้าพลางสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ ก่อนหันไปมองหน้าของนะโมเพื่อขอกำลังใจนะโมพยักหน้าให้พร้อมกับยกมือขึ้นเคาะประตูห้องเชิงต้องการขออนุญาตคนที่อยู่ด้านใน แต่ฉันยังไม่ทันได้เปิดประตูเข้าไป เมื่อคนที่อยู่ด้านในกลับเป็นฝ่ายเปิดออกให้เอง“อันนา!...อันนามาแล้วค่ะแม่”เอวาร้องลั่นราวกับดีใจนักหนาเมื่อเห็นว่าเป็นฉัน ก่อนหันไปบอกคนเป็นมารดาที่นั่งอยู่บนโซฟาพร้อมกับบิดาของเธอเรายกมือขึ้นไหว้พวกท่านพร้อมกัน และเมื่อเห็นว่าท่านรับไหว้ฉันกับนะโมจึงเดินตามหลังเอวาไปนั่งด้วยกันที่โซฟา แต่ทว่า..อยู่คนละฝั่ง และฉันเป็นคนที่ได้นั่งอยู่ตรงกลางทุกคนในครอบครัวของตองเก้ารู้เรื่องราวของนะโมทุกอย่าง โดยผ่านการบอกเล่าจากฉันเมื่อสามวันที่ผ่านมา"เราใช่ไหมที่มีชื่อว่านะโม?..."แม่ของเอวาเลื่อนสายมาที่นะโมตอนถาม เพราะเมื่อสามวันก่อนตอนที่พวกเราอยู่โรงพยาบาล พวกท่านยังไม่ทันได้สังเกตใคร นอกฉันกับคนเป็นลูกชายของท่านเท่านั้น"ครับ.." นะโมตอบกลับสั้นๆ พอได้ยินอย่างนั้นท่านจึงได้พูดกับเขาในประโยคต่อไปอีกว่า"ครอบครัวของเราขอขอบใจเธอมากนะ ที่ได้ช่วยชีวิตลูกชายของเราไว้ แล้วยังพาเขามา
เวลาแต่ละนาทีที่ผ่านไปทำให้ฉันรู้สึกว่ามันช่างยาวนานเหลือเกิน จากชั่วโมงหนึ่งกลายเป็นสองสามสี่ และในชั่วโมงที่ห้านั่นเองที่ฉันได้เห็นร่างของหมอใหญ่เปิดประตูออกมา แล้วบอกกับพวกเราทุกคนว่า“คนเจ็บพ้นขีดอันตรายแล้วครับ”ทุกคนเฮโลลั่นโรงพยาบาลประสานเสียงกัน จนถูกคุณหมอดุเข้าให้นั่นแหละถึงได้พากันเบาเสียงลงฉันเห็นคนเป็นพี่ชายพลอยดีใจร่วมไปกับคนอื่นๆ ด้วยเหมือนกัน ความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อนของทั้งสองคน มันยังคงไม่จืดจางฉันคิดว่าอย่างนั้นพี่อุนเดินมาโอบไหล่ฉันเชิงให้กำลังใจ ขณะเดียวกันก็ดึงฉันเข้าไปกอด ก่อนจะผละออกมาพูดว่า“แกกลับไปอาบน้ำก่อนดีกว่า ดูเสื้อผ้าของแกมีแต่เลือดอยู่เต็มไปหมด หมอบอกว่าไอ้เก้ามันพ้นขีดอันตรายแล้ว เราแค่รอให้มันฟื้นหมอถึงจะอนุญาตให้เราเข้าเยี่ยมมันได้"หลังจากที่พี่ชายบอกฉัน หลินซีก็เข้ามาพูดในทำนองเดียวกัน“ฉันก็คิดแบบพี่อุลนะ แกกลับไปอาบน้ำพักผ่อนก่อนเถอะ มอมแมมเป็นลูกหมาเลย”ฉันรับฟัง แต่ยังไม่ขยับไปไหน เนื่องจากฉันกำลังสอดส่ายสายตาเพื่อมองหาใครบางคน“หลิน... นะโมละเขาไปไหน แกเห็นเขาไหม?” ฉันเอ่ยถามเอากับเพื่อนสนิทเพราะคิดว่ามันน่าจะรู้ดี“นะโมกลับไปเอารถที่ห้าง
เราสองคนช่วยกันพยุงตองเก้าให้นอนราบไปกับพื้นรถทางด้านหลัง และนะโมยังจับดูชีพจรของตองเก้าอย่างตั้งอกตั้งใจ โดยที่เราสองคนแทบไม่ได้พูดอะไรกันเลยนะโมเปิดกระเป๋าร่วมยาแล้วล้วงเอาผ้าก๊อต มาปิดปากแผลให้ตองเก้าที่ด้านหน้า จากนั้นเราจึงช่วยกันพลิกร่างหนาเพื่อทำแผลให้เขาที่ด้านหลังเจ้าตัวทำหน้าแหยทุกครั้งนั่นแหละแต่ทว่ากลับไม่มีเสียงร้อง ผิดกับฉันที่มีน้ำตาไหลนองออกมา โดยไม่มีทีท่าว่ามันจะหยุดไหลได้สักทีเมื่อปฐมพยายาบาลเบื้องต้นให้คนเจ็บเสร็จสรรพ ฉันจึงแจ้งทางศูนย์กลับไปว่า เราได้นำตองเก้าขึ้นรถกู้ชีพของเขาไปส่งโรงพยาบาลให้เอง โดยสั่งการให้ศูนย์ช่วยประสานกับทางโรงพยาบาลว่าให้เตรียมทุกอย่างไว้รอพอได้ยินเสียงฉัน พี่อุลจึงขึ้นความถี่เรียกขาน ทั้งอย่างนั้นเวลานี้ฉันไม่มีกะจิตกะใจจะพูดอะไรกับใครทั้งนั้น อะไรจะเกิดขึ้นก็ช่างมันฉันไม่แคร์ เพราะฉันสนแค่คนที่อยู่ในอ้อมแขนของฉันในตอนนี้เท่านั้นเองนะโมให้ฉันเอาผ้าสะอาดที่มีในกระเป๋า กดทับบาดแผลของตองเก้าเอาไว้อีกชั้น เพื่อกันไม่ให้เลือดไหลออกมามาก จากนั้นเขาจึงใช้ผ้าด้ายดิบผืนใหญ่ที่มีไว้สำหรับห่อคนตาย แต่มันยังไม่ผ่านไช้งาน มาห่มให้ตองเก้าเพราะเราไ
ปัง!...ปัง !เสียงปืนดังขึ้นสองนัดติดกัน ฉันถูกเกี่ยวเอวแล้วล้มลงไป พร้อมกับมีร่างใหญ่ของอีกคนทับฉันไว้ที่ด้านบนมีอะไรเกิดขึ้นกับเราทั้งสองคนงั้นเหรอ? “อันนา...เธอ...ปลอดภัยใช่ไหม?”ตองเก้าผงกหัวขึ้นมาถามฉันด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา ทั้งที่เขายังทับร่างของฉันอยู่ ถึงฉันจะจุกจนพูดไม่ออกแต่ก็พยายามเปล่งเสียงบอกเขากลับไปว่า“ฉันไม่เป็นไร..”พอได้ยินอย่างนั้นตองเก้าจึงใช้แขนยันตัวเองขึ้น ก่อนพลิกร่างใหญ่ออกไปนอนแผ่หลา ขณะที่ทำสีหน้าคล้ายกำลังเจ็บปวดจากอะไรสักอย่าง และฉันก็ได้เห็นเลือดที่ติดอยู่กลางลำตัวของเขาซึ่งเราทั้งสองคนเหมือนกันเพียงแต่ฉันไม่รู้สึกเจ็บเท่านั้นเองเสียงปืนที่ดังขึ้นติดกันสองนัดเมื้อกี้ มีเราสองคนที่เป็นเป้าหมาย...ใช่ไหม? รึยังไง?“ตองเก้า!...นายถูกยิง!” ฉันอุทานเสียงดังอย่างรู้สึกตกใจ ก่อนช้อนแขนเข้าไปประคองศรีษะของเขาขึ้นมาวางไว้บนตักของฉัน จากนั้นจึงใช้ฝ่ามือลูบไปทั่วใบหน้าขณะเดียวกันก็ตบแก้มเขาเบาๆ เชิงต้องการให้เขามีสติ“นายต้องไม่เป็นอะไร อดทนไว้นะตองเก้า...ฮื่อๆ ”ฉันร้องไห้ก่อนวางมือบางบนหลังมือใหญ่ ที่เขาใช้กดทับบาดแผลของตัวเองเอาไว้ทั้งสองข้าง ทั้งอย่างนั้นมัน
เราสองคนคุยกันถึงเรื่องทั่วไปมากมาย จนมาถึงเรื่องที่ฉันตั้งใจจะถามเขา...“อีกเดือนกว่าๆ มหาลัยของฉันก็จะปิดเทอมแล้วนะ ฉันอยากไปเที่ยวหานายที่อเมริกาบ้างน่ะ แล้วถ้าฉันไปนายพอจะมีเวลาว่างพาฉันเที่ยวที่นั่นบ้างได้ไหม?""ได้อยู่แล้วสิ...ไม่เห็นต้องทำหน้าเกรงใจแบบนั้นเลยนี่""ก็เราปิดเทอมไม่ตรงกัน ถึงตอนนั้นนายก็คงจะเรียนหนักมาก..งั้นฉันเปลี่ยนใจไม่ไปแล้วดีกว่า ”"เวลาของฉันทั้งหมดเป็นของเธอ...อันนา""..!!!.."ฉันเบิกตากว้างพร้อมกับอ้าปากค้าง เมื่อได้ฟังคำพูดของผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามกันเพราะตั้งแต่นะโมเปิดเผยความรู้สึกที่มีให้ฉัน คำพูดของเขาก็ดูเหมือนจะเปลี่ยนไปพอๆ กับสายตาแต่เชื่อไหมละว่า...คำพูดคำจาและสายตา ที่มองฉันมาอย่างลึกซึ้งของอีกฝ่าย กลับไม่เคยทำให้หัวใจของฉันหวั่นไหว ซึ่งไม่เหมือนกับคำพูดและสายตาของใครบางคน ทั้งที่คำพูดเหล่านั้นมันไม่ใช่ของจริง“ตอนแรกฉันก็คิดว่าจะแก้แค้น แต่เมื่อได้ใกล้ชิดเธอทีไรมันกลับทำให้ฉันลืมทุกอย่าง ลืมกระทั่งสิ่งที่ตั้งใจจะทำกับเธอ แล้วเผลอใจไปรักเธอตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ อันนา...เธอช่วยให้โอกาสฉันได้แก้ตัวใหม่กับเธออีกครั้งได้ไหม? ”ตอนนี้คำพูดของตอ
“มึงคิดว่าน้องกูยังอยากจะคุยกับมึงอยู่อีกรึไง...มึงรีบกลับบ้านของมึงไปซะ ก่อนที่กูจะทนเห็นหน้ามึงไม่ได้”ไอ้อุลมันว่าผมเสียงเข้มและเต็มไปด้วยความไม่พอใจ แต่ทว่าผมก็คงโกรธมันไม่ได้อยู่ดี“กูยอมรับว่ากูรักอันนา และไม่ได้คิดกับน้องของมึงอย่างที่กูได้พูดออกไป เป็นเพราะกูเข้าใจมึงผิด กูขอโทษ” ผมอยากให้มันหายโกรธจึงยอมลดตัวขอโทษมันก่อน และไอ้อุลมันก็ได้ย้อนผมกลับมาในเวลาเดียวกัน“กูไม่รับ! มึงรีบกลับบ้านไปเลยไป๊ บอกเอวาด้วยว่าไม่ต้องเสียเวลาโทรมาหากูอีก เพราะถึงยังไงกูก็ไม่ยกโทษให้พวกมึงทั้งคู่ ต่างคนต่างอยู่มึงกับกูไม่เคยรู้จักกัน รวมถึงอันนาน้องกูนั่นก็ด้วย”“มึงจะโกรธเกลียดกูกูไม่ว่า แต่กูอยากเจออันนาก่อน” “ตอนนี้น้องกูไม่อยู่! มึงฟังกูพูดไม่รู้เรื่องรึไงวะ!” ไอ้อุลตะเบงเสียงดังใส่ แต่ผมไม่สนใจจะฟัง และยังคงถามมันกลับไปอย่างใจเย็น“แล้วอันนาไปไหน?”เพราะคิดว่าไอ้อุลมันกำลังกันท่า อีกทั้งไม่รู้ด้วยว่าที่มันบอกผมออกมานั่นจะจริงแท้สักแค่ไหน มันเกลียดผมเข้าไส้มันจึงพยายามกันผมออกไปให้พ้นจากน้องสาวของมันเท่านั้นที่ผมเข้าใจ“ในเมื่อมึงอยากจะรู้มากนักเป็นงั้นกูบอกมึงก็ได้ ว่าอันนาไปดูหนังกับผ