ร่างกายของเสี่ยวเหลียนดีขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน หญิงสาวรู้สึกตัวในเช้าวันถัดมาเป็นเวลาเดียวกันกับที่เจียอินเข้ามาในห้องพอดี อีกฝ่ายมองนางแวบเดียวแล้วนั่งลงบนโต๊ะรินน้ำชาจิบ
“เอ่อ หลินเฟยไปไหนหรือ”
“ล้างหน้าล้างตา”
นางพยักหน้ารับแล้วเงียบไปอย่างทำตัวไม่ถูก เพราะไม่เคยพูดคุยหรืออยู่ตามลำพังกับศิษย์พี่ของหลินเฟยมาก่อน
เจียอินเองก็ไม่เอ่ยสิ่งใดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นลอยๆ พลางจิบชา
“เป็นเพียงภูตรับใช้ แต่กลับบนนอนเตียงอย่างสบาย ปล่อยให้เทพเซียนต้องนั่งหลังขดหลังแข็ง ทั้งที่ออกไปตะลอนข้างนอกมาหลายชั่วยาม”
เสี่ยวเหลียนรู้ตัวในทันใดว่าถูกตำหนิ เพราะตนยังนั่งบนเตียง ร่างเล็กขยับลงจากเตียงและหลินเฟยก็เข้ามาพอดี
“อ้าว ฟื้นแล้วหรือเสี่ยวเหลียน”
“อื้อ”
“ไปล้างหน้าสิจะได้สดชื่นขึ้น ข้าพบท่านขุนพลข้างนอก เห็นบอกว่าได้เรื่องแล้ว หลังทานข้าวเช้ากันแล้วค่อยมาวางแผนกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป”
เมื่อสหายสนิทบอกเช่นนั้นเสี่ยวเหลียนก็รีบพยักหน้าแล้วไปทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยโดยเร็ว เพราะมีเพียงตนที่ไม่ได้ออกไปช่วยคนอื่นๆ เมื่อวาน เกรงว่าจะมีคนไม่พอใจ
“เจ้าให้ความสำคัญกับภูตรับใช้เกินไปแล้ว”
เสียงของเจียอินทำให้เสี่ยวเหลียนหยุดลงทั้งที่เพิ่งก้าวออกจากห้อง
“นางเป็นสหายข้า”
“หึ สหาย เจ้ายอมทนนั่งพิงหัวเตียงหลับ ให้นางนอนบนเตียงอย่างนี้ทุกคืนหรือ”
หลินเฟยเงียบไม่ตอบ หากเป็นเสียงของเจียอินที่พูดต่อ
“แต่ข้าจะไม่ยอมทนให้มีครั้งต่อไปแน่ อย่าลืมว่าอย่างไรข้าก็เป็นศิษย์พี่ของเจ้า ส่วนภูตดอกบัวนั่น ข้าไม่จำเป็นต้องเสียสละให้นาง”
เสี่ยวเหลียนก้มหน้าเดินต่อไปให้ไกลจากห้องนี้ นางรู้แก่ใจว่าหลินเฟยผูกพันและเป็นห่วงตนมาก แต่หากเจ้าตัวต้องถูกศิษย์พี่ตำหนิ นางก็ไม่สบายใจ ต่อไปคงไม่กล้านอนบนเตียงอีก
“เฉิงเคอปลอมตัวเป็นบุตรชายของนายอำเภอ อีกไม่กี่วันจะเข้าพิธีแต่งงานกับบุตรสาวของคหบดีที่รวยที่สุดของเมืองนี้”
ห้าวอี้บอกเมื่อทั้งหมดมารวมตัวกันยังห้องของฝ่ายชายที่พักด้วยกัน
“เมิ่งจือหยวนติดการพนัน วันๆ เอาแต่เข้าบ่อน นิสัยไม่เอาถ่าน เฉิงเคอคงจัดการกับเขาไปแล้ว”
“ท่านรู้แล้วว่าเขาคือผู้ใด ไยไม่จับตัวเขามาเสียเลยเล่า”
หลี่ไห่ฉินถาม
“ข้าเองก็อยากทำเช่นนั้น แต่ไม่ต้องการให้เขาลงมือกับผู้ใดอีก คนบริสุทธิ์ต้องมาล้มตายเพราะฝีมือเหล่าเทพเซียน น่าขายหน้านัก ข้าคิดว่าเราควรปล่อยเวลาให้เขาวางใจไปสักหน่อย ว่าไม่มีผู้ใดตามตัวเจอแล้ว คิดว่าตัวเองจะได้เสวยสุข อยู่อย่างสุขสบายมีทรัพย์สินเงินทองใช้ในโลกมนุษย์ไม่ขาดมือ แล้วยังสามารถฝึกวิชาในคัมภีร์ได้อย่างเงียบๆ โดยไม่มีผู้ใดรู้เห็น”
เทียนเหวินฟังแล้วก็เห็นด้วยกับห้าวอี้
“ปล่อยเวลานานไป หากเฉิงเคอฝึกวิชาสำเร็จเล่า”
หลี่ไห่ฉินยังไม่วางใจ และไม่คิดว่าแผนนี้จะออกมาดี ทว่าห้าวอี้กลับยิ้มมุมปาก
“คัมภีร์จันทราใช่จะฝึกสำเร็จง่ายดาย หากปราณเซียนยังไม่ถึงขั้น อย่างน้อยศิษย์น้องของเจ้าก็ต้องใช้เวลาอีกหลายหมื่นปี หรือไม่อาจหลายแสนปี”
นี่เป็นสิ่งที่น้อยคนจะรู้ นับประสาอะไรกับเทพเซียนรุ่นหลังที่เคยได้รับฟังเพียงตำนานของคัมภีร์จันทรา
ได้รู้เช่นนั้นหลี่ไห่ฉินเองก็อึ้งไปเหมือนกัน
“และข้าก็คิดไว้แล้วว่า หากจะเข้าถึงตัวเฉิงเคอได้อย่างแนบเนียน โดยที่ไม่ทำให้เขานึกสงสัยหรือเอะใจได้อย่างไร”
ห้าวอี้เอ่ยด้วยความมั่นอกมั่นใจ
“คืนวันแต่งงาน”
แล้วก็เป็นเทียนเหวินที่เอ่ยต่อ เขาเดาได้ไม่ยากนัก
“แม้ปลอมเป็นผู้คนในจวนของนายอำเภอ เฉิงเคอที่ไม่ได้สนิทสนมคุ้นเคยกับผู้ใดแต่แรกย่อมระวังตัว แต่คืนแต่งงานผู้คนเข้าออกจวนมากมาย และเขาไม่มีเวลาสงสัยผู้ใด เราลักลอบเข้าไปในวันนั้นสะดวกที่สุด”
“ที่ท่านชายพูดมานั้นถูกแล้ว แต่ข้ามีวิธีที่รวดเร็วและง่ายดายมากขึ้นไปอีก”
แต่ละคนต่างก็มองห้าวอี้ด้วยแววตาอยากรู้ว่าอีกฝ่ายมีวิธีใด
“คงต้องรบกวนแม่นางเจียอินในเรื่องนี้”
“ข้าหรือ?”
ขุนพลสวรรค์พยักหน้าก่อนเฉลย
“ผู้ใดจะเข้าถึงตัวเจ้าบ่าวได้มากไปกว่าเจ้าสาว”
ระหว่างรอให้ถึงวันแต่งงานของเมิ่งจือหยวนกับอู๋ชิวอิ่งบุตรสาวของอู๋หย่งฉีคหบดีใหญ่ ห้าวอี้ เทียนเหวินและหลี่ไห่ฉินคอยจับตาดูเฉิงเคออยู่ห่างๆ นอกจวน แม้กลบเกลื่อนปราณเทพเซียนแล้วแต่กันไว้ย่อมดีกว่า ส่วนทางด้านว่าที่เจ้าสาว เจียอิน รวมทั้งหลินเฟยกับเสี่ยวเหลียนก็มาดูลาดเลาเช่นกัน
“นางดูไม่ค่อยอยากแต่งนัก”
หลินเฟยเอ่ยในสิ่งที่ทั้งหมดต่างก็มองออก ทั้งสามอำพรางกายตามติดหญิงสาวอย่างไม่ต้องกังวลใจใดๆ เพราะมนุษย์ย่อมไม่รับรู้ในพลังของเซียน
ใบหน้าสวยจิ้มลิ้มนั้นดูไม่มีความสุขแม้ในยามลองชุดแต่งงานแสนสวย ทว่าผู้เป็นมารดากลับชื่นชมและภาคภูมิใจที่บุตรสาวจะได้แต่งงานกับบุตรชายของนายอำเภอ
“เกิดมาเป็นสตรีก็ยากจะเลือกเส้นทางชีวิตตัวเองได้ อย่างไรก็ต้องตบแต่งกับผู้ที่บิดามารดาเลือกให้และเห็นว่าเหมาะสม”
เจียอินกล่าวพลางยักไหล่
“แต่งกับคนที่ไม่รัก กับการได้ลงเอยกับคนที่รัก แต่เขาไม่รักเรา สิ่งใดเจ็บปวดน้อยกว่ากัน”
ครั้งนี้เหมือนหลินเฟยพึมพำกับตนเอง ทว่าเสี่ยวเหลียนคิดว่าพูดถึงอู๋ชิวอิ่งจึงเอ่ยในสิ่งที่คิด
“หากพวกเราจับเฉิงเคอได้ นางก็ไม่ต้องลงเอยกับคนไม่ดี”
นางไม่เคยมีบิดามารดา และเคยมองหลินเฟยในยามที่ออดอ้อนบุพการี ทั้งพวกท่านก็รักตามใจนาง ด้วยความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจที่ตนเป็นดอกบัวโดดเดี่ยวเดียวดาย ไม่รู้ว่าหากเป็นตนถูกบังคับให้ต้องแต่งงานไปอยู่กับผู้อื่น จะยินยอมโดยดีหรือบอกบิดามารดาตามตรงว่าไม่อยากแต่ง
ทว่าเป็นครั้งแรกที่เสี่ยวเหลียนรู้สึกว่าการมีเพียงตนเองเท่านั้น นับว่าเป็นเรื่องดีอยู่บ้าง
“ข้าจะจัดการเฉิงเคอในทันทีที่เขาก้าวเข้าห้องหอ”
เจียอินบอกขณะกอดอกมองว่าที่เจ้าสาวผู้น่าสงสาร
ขุนพลสวรรค์ตั้งใจจะให้เจียอินปลอมตัวเป็นอู๋ชิวอิ่งในคืนแต่งงาน หญิงสาวเองก็มั่นใจในฝีมือของตน แม้ห้าวอี้จะบอกว่าเขาจะมาแอบซ่อนตัวอยู่ในห้องหอด้วย
ด้านหลินเฟยกับเสี่ยวเหลียน อีกฝ่ายยังไม่ได้บอกว่าต้องทำสิ่งใดในวันนั้น
=====
เสี่ยวเหลียนน้อยใจที่ตัวเองโดดเดี่ยวมาตลอด ฮือ…สงสารน้อง T^T
กลางดึกคืนหนึ่งช่างแสนอบอ้าว เสี่ยวเหลียนซึ่งปูที่นอนนอนบนพื้นรู้สึกไม่ค่อยสดชื่นนัก นับแต่มาถึงโลกมนุษย์นางยังไม่มีโอกาสอาบน้ำหรือแช่น้ำเลยสักครั้ง ดวงจิตวิญญาณของนางยังไม่แข็งแรงพอ ยังต้องแปลงร่างเป็นดอกบัวอยู่ในน้ำเหมือนเช่นเวลาที่อยู่ในสำนักซ่างเซียนใต้ร่างบอบบางลุกขึ้นนั่งเมื่อไม่อาจทนได้อีกแล้ว หันไปมองหลินเฟยซึ่งหลับบนเตียงกับศิษย์พี่เจียอินก็เกรงใจ ไม่อยากรบกวนยามพักผ่อนของอีกฝ่าย จึงตัดสินใจออกไปจากห้องให้เบาที่สุดนางจำได้ว่าด้านหลังโรงเตี๊ยมมีบ่อน้ำเล็กที่เอาไว้ตักน้ำขึ้นมาใช้สอย หญิงสาวชี้สองนิ้วใช้พลังหย่อนถังลงไปตักแล้วดึงขึ้น ก่อนจะเทลงใส่ตนเองทั้งหัวจรดปลายเท้า ทว่าเทไปสามถังจนกายชุ่มโชกแล้วก็ยังรู้สึกไม่เพียงพอ ราวผิวกลีบบัวบอบบางเหี่ยวเฉา จึงอดบ่นพึมพำไม่ได้“ต้องเทอีกกี่ถังกัน”เสี่ยวเหลียนรู้สึกว่าน้ำแต่ละถังนั้นน้อยเกินไป หญิงสาวโน้มกายมองลงไปในบ่อน้ำที่ลึกจนไม่อาจมองเห็นเบื้องล่าง นิ่งคิดเพียงชั่วอึดใจเจ้าตัวก็ก้าวขาข้ามขอบบ่อน้ำตั้งใจลงไปแช่ในนั้น เพราะคิดว่าอย่างไรตนก็สามารถใช้เวทลอยกลับขึ้นมาได้“เจ้าจะทำอะไรน่ะ”ร่างสูงใหญ่ก้าวพรวดเข้ามาทำเอาเสี่ยวเหลียนตกใจ
วันแต่งงานของเมิ่งจือหยวนกับอู๋ชิวอิ่งมาถึง“ท่านชายทั้งสองปลอมเป็นผู้ไปร่วมงานและคอยจับตาดูเฉิงเคอไว้ ข้าจะไปรอที่ห้องหอกับแม่นางเจียอิน เผื่อมีสิ่งใดจะได้รีบช่วยเหลือได้ทัน”ขุนพลห้าวอี้ย้ำในสิ่งที่เขาคิดไว้“พวกข้าขอไปด้วยได้หรือไม่ อาจารย์ส่งข้ามาช่วยศิษย์พี่ หากไม่ทำสิ่งใดเลย คงไม่ดีนัก”หลินเฟยเอ่ยขอ นางเองก็อยากช่วยจับเฉิงเคอกันเช่น“ท่านหญิงกับเสี่ยวเหลียน รออยู่ที่นี่เถิด”“อย่างน้อย หลังจากศิษย์พี่เจียอินปลอมตัวเป็นอู๋ชิวอิ่งแล้ว ข้ากับเสี่ยวเหลียนจะได้พานางมาซ่อนที่นี่ เพื่อไม่ให้พวกท่านต้องกังวลเผื่อต้องต่อสู้กับเฉิงเคอ อีกอย่างพวกท่านจะได้ไม่ต้องเสียเวลาพานางกลับไปกลับมา เช่นนี้ไม่ดีกว่าหรือ”ฟังสิ่งที่หลินเฟยบอกแล้วสุดท้ายห้าวอี้ก็ตกลง ด้วยเห็นว่าหากมีพวกนางไปด้วยก็สามารถช่วยดูแลความปลอดภัยของอู๋ชิวอิ่งได้ขณะอยู่ในงานแต่งงานจวนนายอำเภอ ก่อนเกี้ยวเจ้าสาวมาถึง เฉิงเคอในร่างของเมิ่งจือหยวนค่อนข้างสงบนิ่งกว่าตัวตนแท้จริง แน่นอนว่าช่วงหลายวันมานี้แม้คนในบ้านจะรู้สึกว่านายน้อยแปลกไป จากที่ออกไปบ่อนทุกวันกลับไม่ย่างก้าวออกไปไหน แต่ต่างก็คิดว่าเพราะกำลังจะแต่งงานเมิ่งจือหยวนจึง
“เหตุใดเจ้าจึงทำร้ายศิษย์น้องข้า”“ข้าช่วยนางต่างหาก”เสี่ยวเหลียนเอ่ยโดยไม่หลบสายตาเจียอิน“หากจะหาต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด ย่อมเป็นข้า และข้าจะไม่ยอมให้หลินเฟยตกอยู่ในอันตราย”“อ้อ ภักดีเสียจริง สมกับเป็นภูตรับใช้ของหลินเฟย”เจียอินพยักหน้าพลางยิ้มเยาะ“แล้วจะทำอย่างไรต่อไป จะให้ข้าปลอมตัวเป็นนางเช่นเดิมหรือ ภูตรับใช้เช่นเจ้า ไม่มีสิทธิ์สั่งข้า หากข้าไม่ทำ เจ้าจะทำอย่างไร”“ข้าไม่กล้าสั่งท่านแน่นอน ข้าจะปลอมเป็นอู๋ชิวอิ่งเอง”ดวงตาคู่เรียวของเจียอินมองภูตดอกบัวราวประเมิน“เซียนชั้นต้นอ่อนแอเช่นเจ้า ข้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่ามีฝีมือพอจะไม่ทำแผนพัง จับเฉิงเคอได้”“อย่างน้อยท่านก็เห็นแล้วว่า ข้าสามารถทำให้เขาหมดสติได้แน่”เสี่ยวเหลียนเองก็เชิดหน้าเอ่ยอย่างมั่นใจ หากนางแสดงท่าทางไม่มั่นใจในตัวเอง เจียอินก็คงไม่เชื่อว่านางทำได้ ใช่ว่านางเก่งหรืออวดดี แต่สถานการณ์เช่นนี้นางทำได้เพียงกันหลินเฟยออกไปก่อน“เช่นนั้นก็ดี รีบปลอมตัวเสีย ข้าจะพาอู๋ชิวอิ่งกับหลินเฟยกลับโรงเตี๊ยม หึ สุดท้ายนางก็เป็นภาระของข้าอยู่เช่นที่ผ่านมา”คนได้ยินเม้มริมฝีปาก ไม่ชอบที่เจียอินมักดูถูกหลินเฟย สหายของนางเพียงไม่ได้ร
“รีบตามเร็ว”เทียนเหวินขยับตัวหายวับไปก่อนที่ห้าวอี้จะบอกเสียอีกชายหนุ่มทั้งสามยังไม่อาจเข้ามาได้เพราะคนของจวนทั้งสองยังแอบฟังเสียงนายตนอยู่หน้าห้องพักหนึ่งก่อนจากไป หากมีการต่อสู้หรือเสียงประหลาดคนพวกนั้นอาจเข้ามาช่วยนายน้อยของพวกเขา ผู้เป็นขุนพลสวรรค์ไม่ต้องการให้มนุษย์ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องของเซียนเพิ่มอีก เพียงเมิ่งจือหยวนตายไปคนหนึ่งก็มากเพียงพอแล้วไม่คิดว่าผู้ที่อยู่ในห้องหอจะเป็นเสี่ยวเหลียนที่ฝีมือยังอ่อนหัดและปราณไม่แข็งแรงพอจะจัดการกับเฉิงเคอได้ทั้งสามรีบรุดตามอีกฝ่ายไปโดยเร็ว กระดิ่งที่ห้าวอี้พกติดตัวบ่งบอกทิศทางให้พวกเขาตามไปได้ถูกต้อง ที่สำคัญเฉิงเคอไม่มีทางเล็ดลอดสายตาของเล่าทหารสวรรค์ที่รายล้อมเมืองนี้ไว้อย่างแน่นอนหลี่ไห่ฉินพุ่งไปด้านหน้าเร็วขึ้นทันทีที่เห็นด้านหลังของเฉิงเคอ ทั้งยังยกมือขึ้นร่ายเวทจะปล่อยพลังเข้าใส่ ทว่าเทียนเหวินจับมือเอาไว้ก่อน“ยั้งข้าไว้ทำไม”“เสี่ยวเหลียนอยู่ในมือเขา ท่านก็เห็นแล้ว”“หากไม่รีบจัดการเสียตอนนี้ เฉิงเคอก็ยิ่งหนีไปไกล”“แต่...”“พวกท่านหยุดเถียงกันสักที เร่งตามเฉิงเคอเร็ว เขาหนียังไปหุบเขาเบื้องหน้าแล้ว คงตั้งใจหนีเข้าป่าเพราะเร
“พวกท่านอย่าได้กังวลเลย ข้าเป็นเพียงภูตต่ำต้อย...”“เจ้าเงียบไปเถิดน่า”เทียนเหวินดุเซียนดอกบัวอีกแล้ว เขาไม่ชอบเลยที่นางบอกว่าตนต้อยต่ำราวไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ทั้งที่เขาพยายามทุกวิถีทางเพื่อช่วยชีวิตนาง ทำราวสิ่งที่เขาทำไปไม่มีคุณค่าใด“หึ นางดูไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว เช่นนั้นก็จบชีวิตไปเลยก็แล้วกัน”“อย่า!”“หยุดนะ!”เสียงเทียนเหวินดังขึ้นพร้อมห้าวอี้ เห็นชัดว่ามือหนาที่คอของเสี่ยวเหลียนออกแรงบีบ ใบหน้าซีดของหญิงสาวแดงขึ้นส่วนหลี่ไห่ฉินเห็นว่าเฉิงเคอกำลังสะใจ และพอใจกับสีหน้าตกใจของทายาทสวรรค์รวมทั้งห้าวอี้ โดยละสายตาจากตน เขายืนเยื้องมาทางด้านข้าง ซึ่งแขนของเฉิงเคอโอบกายเซียนดอกบัวเพื่อบีบคอ คิดว่าคงไม่ทันสังเกต จึงฉวยโอกาสซัดพลังใส่อีกฝ่ายตั้งใจให้ถูกด้านข้างทว่าเฉิงเคอรับรู้จากปลายหางตาจึงหันมองแล้วเห็นว่าผู้เป็นศิษย์พี่โจมตีตน เขาผลักร่างเล็กของหญิงสาวเข้าไปปะทะกับพลังของหลี่ไห่ฉินแทนตนทันทีร่างบอบบางถลาไปเผชิญกับพลังทำลายรุนแรงของหลี่ไห่ฉินจนกระอักเลือด“อึก”“เสี่ยวเหลียน!”เทียนเหวินพุ่งกายเข้ามาหาร่างเล็กที่ผงะหงายหลัง ดวงตาคู่กลมโตยังมองเขา ทว่าเพียงชั่วอึดใจเพราะเสียงตะ
“ท่านบอกว่าเสี่ยวเหลียน...”หลินเฟยพึมพำเสียงเบาพร้อมสีหน้าเจ็บปวด ก้าวถอยหลังพลางโซเซนั่งลงบนเก้าอี้ราวขาอ่อนแรง น้ำตาค่อยๆ เอ่อล้นก่อนจะไหลรินอาบแก้ม ความเสียใจถาโถมเข้าใส่ นางไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้เลย สำหรับนางแล้วเสี่ยวเหลียนจะอยู่ด้วยกันไปจนแก่เท่าหลายหมื่นปี“โธ่...เสี่ยวเหลียน เป็นข้าเองที่ผิด”หากไม่เพราะตนดื้อดึงอยากพิสูจน์ความสามารถตัวเอง ต้องการให้เทียนเหวินหันมามอง เสี่ยวเหลียนก็คงจะไม่ทำเช่นนี้ อีกฝ่ายต้องการปกป้องตนจากภัยอันตรายจึงต้องลงเอยเช่นนี้“ท่านเองก็ไม่น่าปล่อยให้นางปลอมตัวแทนเลย”นางอดตำหนิศิษย์พี่ของตนไม่ได้ อีกฝ่ายเก่งกาจมีฝีมือ แต่กลับปล่อยผู้ที่อ่อนแอกว่าให้แบกรับเรื่องเสี่ยงอันตราย“เจ้ามาโทษข้าได้อย่างไร นางมั่นใจนักหนาว่าจัดการได้ และหากไม่ใช่เจ้าเสนอตัวก่อน ทำให้นางเป็นห่วง ข้าย่อมปลอมเป็นอู๋ชิวอิ่งตามที่คุยกันไว้แต่แรกอยู่แล้ว ข้าไม่ได้บังคับใคร ทั้งเจ้าทั้งนาง พวกเจ้าสองคนเองต่างหากที่อาสาทำแทนข้า”เจียอินไม่พอใจที่ถูกดึงไปเกี่ยวด้วย“เรื่องอันตรายและเป็นเรื่องใหญ่ ไยพวกเจ้าโยนกันไปมาเป็นของเล่นเช่นนี้”ขุนพลสวรรค์ตำหนิ เมื่อได้ฟังสองสาวคุยกันแล้วรู้ว่
น้ำตกสูงไหลลงสู่แอ่งน้ำลึกไม่ขาดสาย ไอน้ำหนาคละคลุ้งราวหมอกลอยขาวทั่วบริเวณ นกน้อยเกาะกิ่งไม้ สลับบินโผผินเล่นลม ผีเสื้อตัวใหญ่หลากหลายสีสันบินไปมา บ้างก็หยุดชิมน้ำหวานจากเกสรดอกไม้ แมกไม้สูงใหญ่ใบเขียวขจีให้ความร่มรื่น ดอกไม้นานาพันธุ์ส่งกลิ่นอ่อนหอมรายรอบบรรยากาศเงียบสงบ มีเพียงเสียงของธรรมชาติรังสรรค์ช่วยให้ผู้นั่งบำเพ็ญสมาธิฝึกพลังจิตมั่นคงไม่วอกแวกร่างสูงใหญ่นั่งนิ่งบนโขดหินสูงเหนือน้ำริมตลิ่งเนิ่นนานหลายชั่วยาม ใช้จิตแห่งพลังปราณเทพฝึกวิชาอยู่ภายใน ทว่าอยู่ๆ ก็มีเสียงบางอย่างดังเข้ามาในโสตประสาทรับรู้ รบกวนจิตเทพจนไม่อาจก้าวข้ามไปยังขั้นต่อไปได้ ทำให้ผู้ฝึกวิชาหงุดหงิด สุดท้ายก็ต้องล่าถอยก่อนปราณภายในจะแปรปรวนดวงตาคู่คมดุเปิดขึ้น สายตาสอดส่ายมองเวิ้งน้ำที่มีหมอกคละคลุ้งเบื้องหน้า ได้ยินเสียงน้ำขยับไหวกับเสียงประหลาดไม่คุ้นเคยเสียงฮัมเพลงเสียงหวานใสเอื้อนเอ่ยภาษาและทำนองสดใสร่าเริงราวกำลังอารมณ์ดีมีความสุข‘ผีเสื้อบินว่อนอวดโฉม ดอกไม้เบ่งบานส่งกลิ่นหอมรัญจวน ตอบรับท่วงทำนองขับขาน ชื่นชมจันทรากระจ่างตา’เบื้องบนท้องฟ้ามืดมิด พระจันทร์ดวงโตสาดส่องแบ่งปันความสุกสกาวให้โลกหล้า บ
“มีผู้บุกรุก”“เร็วเข้าทุกคน ช่วยกันจับผู้บุกรุกมาให้ได้”มีเสียงโวยวายจากหอตำรา เทียนเหวินเพิ่งกลับมาจากน้ำตกใกล้ฟ้าสว่างรีบก้าวเข้าไปถามศิษย์ผู้น้องกลุ่มหนึ่งที่กำลังมุ่งหน้าไปด้านหน้าสำนัก“รู้ได้อย่างไร ว่ามีผู้บุกรุก”“ศิษย์ที่เฝ้าหอตำราถูกอาคมเวทดำ ไม่ได้สติอยู่ตรงบันไดทางขึ้นห้องเก็บคัมภีร์ขอรับ ศิษย์พี่ใหญ่ให้พวกข้าไปดูที่ทางเข้าสำนักและปิดทางขึ้นเขาก่อนที่ผู้บุกรุกจะลงเขาไปเสียก่อนขอรับ”บอกแล้วเหล่าศิษย์น้องก็แยกไป“เทียนเหวิน เจ้ามาจากที่ใด”หลี่ไห่ฉินศิษย์พี่ใหญ่ เดินนำศิษย์อาวุโสคนอื่นมาทางด้านนี้พอดีถามขึ้น“ข้าได้ยินเสียงตะโกนดังไปทั่วจึงออกมาจากหอนอน และจะไปดูทางโน้น”ชายหนุ่มชี้ไปทางน้ำตกที่ตนเพิ่งจากมา เวลานี้เทียนเหวินนับเป็นศิษย์พี่ของศิษย์รุ่นหลัง แต่ยังมีหลี่ไห่ฉินกับศิษย์ที่อาวุโสกว่า หากเขาก็ให้ความเคารพตามความเหมาะสม“ไม่ใช่ว่าเจ้าเพิ่งเดินมาจากทางนั้นหรือ”ศิษย์พี่ใหญ่หลี่ไห่ฉินถามอีกครั้ง เขาเป็นท่านชายจากเผ่าจิ้งจอก ได้รับเลือกให้เป็นผู้นำบรรดาศิษย์ในสำนักซ่างเซียนเหนือที่ทุกคนเคารพยำเกรง“ข้ากำลังจะไป”เทียนเหวินย้ำพร้อมใบหน้านิ่งสนิท อีกฝ่ายพยักหน้ารับเหม
“ท่านบอกว่าเสี่ยวเหลียน...”หลินเฟยพึมพำเสียงเบาพร้อมสีหน้าเจ็บปวด ก้าวถอยหลังพลางโซเซนั่งลงบนเก้าอี้ราวขาอ่อนแรง น้ำตาค่อยๆ เอ่อล้นก่อนจะไหลรินอาบแก้ม ความเสียใจถาโถมเข้าใส่ นางไม่เคยคิดว่าจะมีวันนี้เลย สำหรับนางแล้วเสี่ยวเหลียนจะอยู่ด้วยกันไปจนแก่เท่าหลายหมื่นปี“โธ่...เสี่ยวเหลียน เป็นข้าเองที่ผิด”หากไม่เพราะตนดื้อดึงอยากพิสูจน์ความสามารถตัวเอง ต้องการให้เทียนเหวินหันมามอง เสี่ยวเหลียนก็คงจะไม่ทำเช่นนี้ อีกฝ่ายต้องการปกป้องตนจากภัยอันตรายจึงต้องลงเอยเช่นนี้“ท่านเองก็ไม่น่าปล่อยให้นางปลอมตัวแทนเลย”นางอดตำหนิศิษย์พี่ของตนไม่ได้ อีกฝ่ายเก่งกาจมีฝีมือ แต่กลับปล่อยผู้ที่อ่อนแอกว่าให้แบกรับเรื่องเสี่ยงอันตราย“เจ้ามาโทษข้าได้อย่างไร นางมั่นใจนักหนาว่าจัดการได้ และหากไม่ใช่เจ้าเสนอตัวก่อน ทำให้นางเป็นห่วง ข้าย่อมปลอมเป็นอู๋ชิวอิ่งตามที่คุยกันไว้แต่แรกอยู่แล้ว ข้าไม่ได้บังคับใคร ทั้งเจ้าทั้งนาง พวกเจ้าสองคนเองต่างหากที่อาสาทำแทนข้า”เจียอินไม่พอใจที่ถูกดึงไปเกี่ยวด้วย“เรื่องอันตรายและเป็นเรื่องใหญ่ ไยพวกเจ้าโยนกันไปมาเป็นของเล่นเช่นนี้”ขุนพลสวรรค์ตำหนิ เมื่อได้ฟังสองสาวคุยกันแล้วรู้ว่
“พวกท่านอย่าได้กังวลเลย ข้าเป็นเพียงภูตต่ำต้อย...”“เจ้าเงียบไปเถิดน่า”เทียนเหวินดุเซียนดอกบัวอีกแล้ว เขาไม่ชอบเลยที่นางบอกว่าตนต้อยต่ำราวไม่เห็นคุณค่าในตัวเอง ทั้งที่เขาพยายามทุกวิถีทางเพื่อช่วยชีวิตนาง ทำราวสิ่งที่เขาทำไปไม่มีคุณค่าใด“หึ นางดูไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว เช่นนั้นก็จบชีวิตไปเลยก็แล้วกัน”“อย่า!”“หยุดนะ!”เสียงเทียนเหวินดังขึ้นพร้อมห้าวอี้ เห็นชัดว่ามือหนาที่คอของเสี่ยวเหลียนออกแรงบีบ ใบหน้าซีดของหญิงสาวแดงขึ้นส่วนหลี่ไห่ฉินเห็นว่าเฉิงเคอกำลังสะใจ และพอใจกับสีหน้าตกใจของทายาทสวรรค์รวมทั้งห้าวอี้ โดยละสายตาจากตน เขายืนเยื้องมาทางด้านข้าง ซึ่งแขนของเฉิงเคอโอบกายเซียนดอกบัวเพื่อบีบคอ คิดว่าคงไม่ทันสังเกต จึงฉวยโอกาสซัดพลังใส่อีกฝ่ายตั้งใจให้ถูกด้านข้างทว่าเฉิงเคอรับรู้จากปลายหางตาจึงหันมองแล้วเห็นว่าผู้เป็นศิษย์พี่โจมตีตน เขาผลักร่างเล็กของหญิงสาวเข้าไปปะทะกับพลังของหลี่ไห่ฉินแทนตนทันทีร่างบอบบางถลาไปเผชิญกับพลังทำลายรุนแรงของหลี่ไห่ฉินจนกระอักเลือด“อึก”“เสี่ยวเหลียน!”เทียนเหวินพุ่งกายเข้ามาหาร่างเล็กที่ผงะหงายหลัง ดวงตาคู่กลมโตยังมองเขา ทว่าเพียงชั่วอึดใจเพราะเสียงตะ
“รีบตามเร็ว”เทียนเหวินขยับตัวหายวับไปก่อนที่ห้าวอี้จะบอกเสียอีกชายหนุ่มทั้งสามยังไม่อาจเข้ามาได้เพราะคนของจวนทั้งสองยังแอบฟังเสียงนายตนอยู่หน้าห้องพักหนึ่งก่อนจากไป หากมีการต่อสู้หรือเสียงประหลาดคนพวกนั้นอาจเข้ามาช่วยนายน้อยของพวกเขา ผู้เป็นขุนพลสวรรค์ไม่ต้องการให้มนุษย์ต้องเกี่ยวข้องกับเรื่องของเซียนเพิ่มอีก เพียงเมิ่งจือหยวนตายไปคนหนึ่งก็มากเพียงพอแล้วไม่คิดว่าผู้ที่อยู่ในห้องหอจะเป็นเสี่ยวเหลียนที่ฝีมือยังอ่อนหัดและปราณไม่แข็งแรงพอจะจัดการกับเฉิงเคอได้ทั้งสามรีบรุดตามอีกฝ่ายไปโดยเร็ว กระดิ่งที่ห้าวอี้พกติดตัวบ่งบอกทิศทางให้พวกเขาตามไปได้ถูกต้อง ที่สำคัญเฉิงเคอไม่มีทางเล็ดลอดสายตาของเล่าทหารสวรรค์ที่รายล้อมเมืองนี้ไว้อย่างแน่นอนหลี่ไห่ฉินพุ่งไปด้านหน้าเร็วขึ้นทันทีที่เห็นด้านหลังของเฉิงเคอ ทั้งยังยกมือขึ้นร่ายเวทจะปล่อยพลังเข้าใส่ ทว่าเทียนเหวินจับมือเอาไว้ก่อน“ยั้งข้าไว้ทำไม”“เสี่ยวเหลียนอยู่ในมือเขา ท่านก็เห็นแล้ว”“หากไม่รีบจัดการเสียตอนนี้ เฉิงเคอก็ยิ่งหนีไปไกล”“แต่...”“พวกท่านหยุดเถียงกันสักที เร่งตามเฉิงเคอเร็ว เขาหนียังไปหุบเขาเบื้องหน้าแล้ว คงตั้งใจหนีเข้าป่าเพราะเร
“เหตุใดเจ้าจึงทำร้ายศิษย์น้องข้า”“ข้าช่วยนางต่างหาก”เสี่ยวเหลียนเอ่ยโดยไม่หลบสายตาเจียอิน“หากจะหาต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด ย่อมเป็นข้า และข้าจะไม่ยอมให้หลินเฟยตกอยู่ในอันตราย”“อ้อ ภักดีเสียจริง สมกับเป็นภูตรับใช้ของหลินเฟย”เจียอินพยักหน้าพลางยิ้มเยาะ“แล้วจะทำอย่างไรต่อไป จะให้ข้าปลอมตัวเป็นนางเช่นเดิมหรือ ภูตรับใช้เช่นเจ้า ไม่มีสิทธิ์สั่งข้า หากข้าไม่ทำ เจ้าจะทำอย่างไร”“ข้าไม่กล้าสั่งท่านแน่นอน ข้าจะปลอมเป็นอู๋ชิวอิ่งเอง”ดวงตาคู่เรียวของเจียอินมองภูตดอกบัวราวประเมิน“เซียนชั้นต้นอ่อนแอเช่นเจ้า ข้าจะมั่นใจได้อย่างไรว่ามีฝีมือพอจะไม่ทำแผนพัง จับเฉิงเคอได้”“อย่างน้อยท่านก็เห็นแล้วว่า ข้าสามารถทำให้เขาหมดสติได้แน่”เสี่ยวเหลียนเองก็เชิดหน้าเอ่ยอย่างมั่นใจ หากนางแสดงท่าทางไม่มั่นใจในตัวเอง เจียอินก็คงไม่เชื่อว่านางทำได้ ใช่ว่านางเก่งหรืออวดดี แต่สถานการณ์เช่นนี้นางทำได้เพียงกันหลินเฟยออกไปก่อน“เช่นนั้นก็ดี รีบปลอมตัวเสีย ข้าจะพาอู๋ชิวอิ่งกับหลินเฟยกลับโรงเตี๊ยม หึ สุดท้ายนางก็เป็นภาระของข้าอยู่เช่นที่ผ่านมา”คนได้ยินเม้มริมฝีปาก ไม่ชอบที่เจียอินมักดูถูกหลินเฟย สหายของนางเพียงไม่ได้ร
วันแต่งงานของเมิ่งจือหยวนกับอู๋ชิวอิ่งมาถึง“ท่านชายทั้งสองปลอมเป็นผู้ไปร่วมงานและคอยจับตาดูเฉิงเคอไว้ ข้าจะไปรอที่ห้องหอกับแม่นางเจียอิน เผื่อมีสิ่งใดจะได้รีบช่วยเหลือได้ทัน”ขุนพลห้าวอี้ย้ำในสิ่งที่เขาคิดไว้“พวกข้าขอไปด้วยได้หรือไม่ อาจารย์ส่งข้ามาช่วยศิษย์พี่ หากไม่ทำสิ่งใดเลย คงไม่ดีนัก”หลินเฟยเอ่ยขอ นางเองก็อยากช่วยจับเฉิงเคอกันเช่น“ท่านหญิงกับเสี่ยวเหลียน รออยู่ที่นี่เถิด”“อย่างน้อย หลังจากศิษย์พี่เจียอินปลอมตัวเป็นอู๋ชิวอิ่งแล้ว ข้ากับเสี่ยวเหลียนจะได้พานางมาซ่อนที่นี่ เพื่อไม่ให้พวกท่านต้องกังวลเผื่อต้องต่อสู้กับเฉิงเคอ อีกอย่างพวกท่านจะได้ไม่ต้องเสียเวลาพานางกลับไปกลับมา เช่นนี้ไม่ดีกว่าหรือ”ฟังสิ่งที่หลินเฟยบอกแล้วสุดท้ายห้าวอี้ก็ตกลง ด้วยเห็นว่าหากมีพวกนางไปด้วยก็สามารถช่วยดูแลความปลอดภัยของอู๋ชิวอิ่งได้ขณะอยู่ในงานแต่งงานจวนนายอำเภอ ก่อนเกี้ยวเจ้าสาวมาถึง เฉิงเคอในร่างของเมิ่งจือหยวนค่อนข้างสงบนิ่งกว่าตัวตนแท้จริง แน่นอนว่าช่วงหลายวันมานี้แม้คนในบ้านจะรู้สึกว่านายน้อยแปลกไป จากที่ออกไปบ่อนทุกวันกลับไม่ย่างก้าวออกไปไหน แต่ต่างก็คิดว่าเพราะกำลังจะแต่งงานเมิ่งจือหยวนจึง
กลางดึกคืนหนึ่งช่างแสนอบอ้าว เสี่ยวเหลียนซึ่งปูที่นอนนอนบนพื้นรู้สึกไม่ค่อยสดชื่นนัก นับแต่มาถึงโลกมนุษย์นางยังไม่มีโอกาสอาบน้ำหรือแช่น้ำเลยสักครั้ง ดวงจิตวิญญาณของนางยังไม่แข็งแรงพอ ยังต้องแปลงร่างเป็นดอกบัวอยู่ในน้ำเหมือนเช่นเวลาที่อยู่ในสำนักซ่างเซียนใต้ร่างบอบบางลุกขึ้นนั่งเมื่อไม่อาจทนได้อีกแล้ว หันไปมองหลินเฟยซึ่งหลับบนเตียงกับศิษย์พี่เจียอินก็เกรงใจ ไม่อยากรบกวนยามพักผ่อนของอีกฝ่าย จึงตัดสินใจออกไปจากห้องให้เบาที่สุดนางจำได้ว่าด้านหลังโรงเตี๊ยมมีบ่อน้ำเล็กที่เอาไว้ตักน้ำขึ้นมาใช้สอย หญิงสาวชี้สองนิ้วใช้พลังหย่อนถังลงไปตักแล้วดึงขึ้น ก่อนจะเทลงใส่ตนเองทั้งหัวจรดปลายเท้า ทว่าเทไปสามถังจนกายชุ่มโชกแล้วก็ยังรู้สึกไม่เพียงพอ ราวผิวกลีบบัวบอบบางเหี่ยวเฉา จึงอดบ่นพึมพำไม่ได้“ต้องเทอีกกี่ถังกัน”เสี่ยวเหลียนรู้สึกว่าน้ำแต่ละถังนั้นน้อยเกินไป หญิงสาวโน้มกายมองลงไปในบ่อน้ำที่ลึกจนไม่อาจมองเห็นเบื้องล่าง นิ่งคิดเพียงชั่วอึดใจเจ้าตัวก็ก้าวขาข้ามขอบบ่อน้ำตั้งใจลงไปแช่ในนั้น เพราะคิดว่าอย่างไรตนก็สามารถใช้เวทลอยกลับขึ้นมาได้“เจ้าจะทำอะไรน่ะ”ร่างสูงใหญ่ก้าวพรวดเข้ามาทำเอาเสี่ยวเหลียนตกใจ
ร่างกายของเสี่ยวเหลียนดีขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน หญิงสาวรู้สึกตัวในเช้าวันถัดมาเป็นเวลาเดียวกันกับที่เจียอินเข้ามาในห้องพอดี อีกฝ่ายมองนางแวบเดียวแล้วนั่งลงบนโต๊ะรินน้ำชาจิบ“เอ่อ หลินเฟยไปไหนหรือ”“ล้างหน้าล้างตา”นางพยักหน้ารับแล้วเงียบไปอย่างทำตัวไม่ถูก เพราะไม่เคยพูดคุยหรืออยู่ตามลำพังกับศิษย์พี่ของหลินเฟยมาก่อนเจียอินเองก็ไม่เอ่ยสิ่งใดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดขึ้นลอยๆ พลางจิบชา“เป็นเพียงภูตรับใช้ แต่กลับบนนอนเตียงอย่างสบาย ปล่อยให้เทพเซียนต้องนั่งหลังขดหลังแข็ง ทั้งที่ออกไปตะลอนข้างนอกมาหลายชั่วยาม”เสี่ยวเหลียนรู้ตัวในทันใดว่าถูกตำหนิ เพราะตนยังนั่งบนเตียง ร่างเล็กขยับลงจากเตียงและหลินเฟยก็เข้ามาพอดี“อ้าว ฟื้นแล้วหรือเสี่ยวเหลียน”“อื้อ”“ไปล้างหน้าสิจะได้สดชื่นขึ้น ข้าพบท่านขุนพลข้างนอก เห็นบอกว่าได้เรื่องแล้ว หลังทานข้าวเช้ากันแล้วค่อยมาวางแผนกันว่าจะทำอย่างไรต่อไป”เมื่อสหายสนิทบอกเช่นนั้นเสี่ยวเหลียนก็รีบพยักหน้าแล้วไปทำธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยโดยเร็ว เพราะมีเพียงตนที่ไม่ได้ออกไปช่วยคนอื่นๆ เมื่อวาน เกรงว่าจะมีคนไม่พอใจ“เจ้าให้ความสำคัญกับภูตรับใช้เกินไปแล้ว”เสียงของเจียอินทำให้
“หากยังอยากมีชีวิตอยู่ เจ้าก็ต้องเชื่อใจข้า”“ท่านขู่ข้า?”หญิงสาวหันกลับมามองอีกฝ่าย แม้รู้สึกว่าใบหน้าของตนใกล้กับใบหน้าขาวคมมากเกินไป ทว่าในตอนนี้ชีวิตของนางอยู่ในช่วงความเป็นความตายที่ไม่รู้ว่าปราณเทพจะแผลงฤทธิ์ขึ้นมาเมื่อไร หากไม่อาจบำเพ็ญเพียรได้ นางก็ไม่อาจหาทางหลอมรวมปราณได้เช่นกัน“ข้ามีเจตนาดีแต่แรก เพียงแต่เจ้าไม่เชื่อข้าเอง”คราวนี้เทียนเหวินเอ่ยอย่างจริงจัง“ในเมื่อช่วยเจ้ามาก่อนหน้านี้แล้วทำให้เจ้าต้องลำบาก ข้าก็กังวลใจไม่น้อยเลย จึงได้อยากช่วยเจ้าให้ถึงที่สุด”เสี่ยวเหลียนเริ่มมีสีหน้าลังเล ชายหนุ่มจึงย้ำ“ในทุกครั้งที่เจ้าพยายามใช้พลังปราณ ร่างกายของเจ้าจะยิ่งทรมานเพราะพลังที่มากเกินจะรับไหว ดวงจิตวิญญาณที่บาดเจ็บของเจ้าจะยิ่งบอบช้ำ เมื่อถึงที่สุด เจ้าก็จะแหลกสลาย”แม้จะยังไม่ไว้ใจอีกฝ่าย หากนางก็ไม่มีทางเลือกใดอีกแล้ว“ข้าต้องทำอย่างไร”เทียนเหวินแทบจะลอบถอนหายใจเมื่อหญิงสาวเหมือนจะยินยอมให้ตนช่วยแล้ว“นั่งนิ่งๆ หลับตา ข้าจัดการเอง”คำพูดอีกฝ่ายดูมีเลศนัยทำให้คิ้วเรียวงามขมวดมุ่น สีหน้าแววตาสงสัยชัดเจน“เถิดน่า หากไม่รีบ คนอื่นกลับมาระหว่างนี้แล้วมาพบเข้า ข้ากับเจ้าอา
‘หรือธาตุไฟกำลังเข้าแทรก’เสี่ยวเหลียนตัวสั่นเทา ลูบแขนตนเองทั้งที่เหงื่อชุ่มกาย ปากแห้งคอแห้ง ร่างบอบบางพยายามขยับลุกขึ้น ต้องหาแหล่งน้ำบริสุทธิ์โดยเร็วนางเป็นภูตดอกบัว เมื่อร่างกายได้รับบาดเจ็บ การกลายร่างกลับเป็นร่างดอกบัวดังเดิมแช่ในน้ำจะสามารถช่วยบรรเทาความเจ็บปวดลงได้ เหมือนการจำศีลเข้าฌาน ช่วยให้นางบำเพ็ญเพียรได้เต็มความสามารถ เพราะกายทิพย์ของเซียนน้อยเช่นนางไม่ได้มีกำลังมากนักหญิงสาวเดินโผเผไปจนถึงประตู แม้ไม่รู้ว่าตนจะหาแหล่งน้ำพบได้อย่างไร ทว่าก็ไม่อาจนั่งเฉยอยู่เพียงในห้องนี้ได้ แต่ประตูเปิดออกกลับต้องผงะถอยหลังเมื่อพบคนผู้หนึ่ง“ท่าน”เสียงหวานพึมพำระคนงุนงง“ข้ามาช่วยเจ้า”คิ้วเรียวงามขมวดอย่างไม่เข้าใจ หากร่างสูงใหญ่กลับก้าวพรวดมาหาจนนางถอยไม่เป็นกระบวนอย่างตกใจเกือบล้มลง แต่อีกฝ่ายโอบไหล่ช่วยพยุงได้ทัน“ปล่อยข้านะ”“ข้าบอกแล้วว่ามาช่วยเจ้า”“ท่านจะช่วยข้าได้อย่างไร”เสี่ยวเหลียนจ้องใบหน้าขาวคมที่ก้มลงมาใกล้ของศิษย์สำนักซ่างเซียนเหนือแล้วความรู้สึกหนึ่งก็แวบเข้ามานางเคยเห็นใบหน้าเช่นนี้ในระยะใกล้มาแล้วมือบางรีบผลักอีกฝ่ายทันที ความหวาดกลัวฉายชัดในแววตาพร้อมสะบัดกายหน